ร้องทุกข์ ร้องเรียน ส่งข้อมูลข่าวสารได้ที่      sittpoj_news1@hotmail.com      sittpojnews.phichit@gmail.com 
“ออนใต้โมเดล”  3 ประสาน พลังความคิด เนรมิตชุมชนน่าอยู่
 

                 ชาวตำบลออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ประสบปัญหาสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บจากพฤติกรรมและการบริโภคผักที่มีสารเคมีตกค้าง เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีน้ำและประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ในครัวเรือนต้องซื้อผักจากแหล่งผลิตอื่น ที่มีการใช้สารเคมีตกค้าง และยังเป็นภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนด้วย ทำให้คนในชุมชนต้องหันหน้ามาพูดคุยเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อลดและแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพให้กับคนในชุมชน โดยเริ่มจากการระดมความคิด  3 ประสาน ได้แก่ ท้องทุ่ง ท้องถิ่น และ ท้องที่ ซึ่งท้องทุ่ง หมายถึงสมาชิกชาวชุมชนตำบลออนใต้ แกนนำและผู้นำชุมชน ท้องถิ่น คือ เทศบาลตำบลออนใต้ และท้องที่ คือ หน่วยงานภาครัฐในระดับตำบลออนใต้  เพื่อรวบรวมต้นทุนทางสังคม และร่วมกันหาต้นตอปัญหาและแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลออนใต้ ที่มาช่วยในการหาสาเหตุและวิเคราะห์สถานการณ์โรคภัยไข้เจ็บของคนในชุมชน

“ออนใต้โมเดล”  3 ประสาน พลังความคิด เนรมิตชุมชนน่าอยู่

                นายศานต์ภิสิทธิ์  ปัญญาทิพย์  ผู้รับผิดชอบโครงการ ออนใต้โมเดล  กล่าวว่า เมื่อระดมความคิด 3 ประสานเพื่อหาแนวร่วมจากหน่วยงานในพื้นที่ โดยแนวคิดและแนวทางในการลดอัตราความเสี่ยงด้านสุขภาพ ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความคิดของชาวบ้าน ว่าการป่วยไข้เป็นเพราะกรรม  ซึ่งเป็นเรื่องของความเชื่อ ให้ความคิดเปลี่ยนเป็นเรื่องของพฤติกรรม และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยกิจกรรมทั้งเรื่องการกินอยู่และการออกกำลังกาย

“ออนใต้โมเดล”  3 ประสาน พลังความคิด เนรมิตชุมชนน่าอยู่

                 นอกจากนี้ยังพบปัญหาด้านหนี้สินทางการเกษตร โดยส่วนใหญ่ชาวบ้านมีฐานะยากจน รายได้เฉลี่ยครัวเรือนละ 20,350 บาทต่อปี หรือรายได้เฉลี่ย 4500 บาทต่อเดือน  และด้วยการที่ต้องออกไปทำงานที่ไร่ นาแต่เช้า จึงต้องพึ่งการบริโภคอาหารจากตลาด รถเร่ที่เข้ามาขายในหมู่บ้าน จากข้อมูลรายจ่ายในการซื้อผัก เนื้อสัตว์และอาหารอื่นๆไว้บริโภคเฉลี่ยครัวเรือนละ 100 บาทต่อวัน หรือเดือนละ 3000 บาท ชาวบ้านจึงวนเวียนอยู่ในภาวะหนี้สิน และสุขภาพเสื่อมโทรม

“ออนใต้โมเดล”  3 ประสาน พลังความคิด เนรมิตชุมชนน่าอยู่
                 ซึ่งในปี 2558 ได้รับการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณดำเนินการและองค์ความรู้จากสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จึงได้เริ่มต้นลงมือโดยเริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาที่เกี่ยวโยงจนกระทบต่อสุขภาพ ทำให้ชาวชุมชน 7 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 11 หมู่บ้าน ของตำบลออนใต้ เข้าร่วมโครงการเพื่อร่วมสร้างชุมชนให้น่าอยู่  จากนั้นได้ใช้สภาผู้นำชุมชนที่มีความเข้าใจในปัญหาของคนในชุมชน และมีแนวคิดแนวทางในการจะแก้ไขปัญหาร่วมกัน และตั้งทีม อสม. จำนวน 177 คนทั้งที่เป็นแบบทีมหลักทำงานเต็มเวลาทุกเวลา กับทีมสนับสนุนที่มาช่วยงานเป็นครั้งคราว ในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพ โดยฉายภาพให้เห็นว่าเป็นเพราะพื้นที่ออนใต้แห้งแล้ง ปลูกพืชผักไม่ได้ ต้องไปหาซื้อผักจากตลาดที่มีสารตกค้าง ทำให้สุขภาพไม่ดีและยังสิ้นเปลืองเงินในครัวเรือนด้วย ชาวชุมชนจึงเริ่มจากการปลูกพืชผักไว้ในพื้นที่ว่างเปล่าในบริเวณบ้านเพื่อจะได้มีผักที่ปลอดสารไว้บริโภคในครัวเรือน โดยเลือกผักที่ชอบของคนในครอบครัวโดยเฉพาะผักพื้นบ้านที่หาซื้อหาทานได้ยาก ทำกองปุ๋ยหมักใช้เองเพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี และใช้น้ำที่เหลือใช้จากครัวเรือนเช่นน้ำล้างจาน น้ำจากห้องน้ำ และอื่นๆ นำมาเก็บไว้ใช้เป็นน้ำรดพืชผักด้วย ทำให้สามารถใช้น้ำได้อย่างคุ้มค่า มีผักปลอดภัยไว้กินและลดรายจ่ายได้ด้วย ซึ่งบางครั้งพืชผักยังเหลือนำไปแบ่งปันกับเพื่อนบ้าน หรือนำไปขายเป็นรายได้เพิ่มอีกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย
“ออนใต้โมเดล”  3 ประสาน พลังความคิด เนรมิตชุมชนน่าอยู่

                   นายจันทร์ตา คำอินต๊ะ อายุ 67 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41 หมู่ 11 บ้านป่าเปางาม ต.ออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ซึ่งกลายเป็นบ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง  เป็นบ้านที่ใช้พื้นที่ว่างในบริเวณบ้าน ทำแปลงผัก ปลูกทั้งผักกูด  ผักแว่น ผักสมุนไพร ผักสวนครัว หลากหลายชนิด ไว้รับประทานในครัวเรือนและเหลือแบ่งแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้านและคนในชุมชนได้ด้วย

                   นายศิวพงษ์  คล่องพานิช  นักวิชาการสาธารณสุข รพ.สต.ออนใต้  กล่าวว่า  หลังได้รับงบ สสส. และดำเนินการได้ในช่วงระยะหนึ่งพบว่า สุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น ภาวะความเสี่ยงเจ็บไข้ได้ป่วยลดน้อยลง แต่ที่สำคัญคือ ชาวบ้านให้ความตระหนักและสนใจเรื่องสุขภาพจากการบริโภคและการออกกำลังกายมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะลดความเสี่ยงปัญหาด้านสุขภาพ

                   สำหรับ “ออนใต้โมเดล”  7 หมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ  แบ่งเป็น 5 หมู่บ้าน ที่ทำเรื่องผักปลอดสารพิษและสุขภาพ ส่วนอีก 2 หมู่บ้าน ทำเรื่องการจัดการขยะ และ เรื่องป่า เพื่อให้สิ่งแวดล้อมของชุมชนดีขึ้น

“ออนใต้โมเดล”  3 ประสาน พลังความคิด เนรมิตชุมชนน่าอยู่

                  นายสมศักดิ์ วงค์แก้วแปง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 บ้านป่าตึง  เล่าถึงปัญหาของหมู่บ้านที่มีปัญหาเรื่องขยะ ทำให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายตั้งแต่ระดับครัวเรือน และเป็นภาระค่าใช้จ่ายของเทศบาลตำบลออนใต้ ชาวบ้านป่าตึงเมื่อเข้าร่วมโครงการฯ จึงเริ่มกันแก้ปัญหา เริ่มจากการคัดแยกขยะตั้งแต่ก้นครัว ในครัวเรือน พอถึงสิ้นเดือนก็นำขยะออกมาขาย มาแลกเปลี่ยนกัน โดยในช่วงแรกๆ ที่ดำเนินการ สามารถลดขยะได้ถึงร้อยละ 30 ทำให้ชาวบ้านป่าตึง สามารถจัดการขยะในครัวเรือนได้ และ ยังมีรายได้เพิ่มจากการขายขยะ และก็ลดภาระค่าจัดเก็บขยะให้กับเทศบาลตำบลออนใต้ได้ด้วย และการที่ชาวบ้านช่วยกันลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้เทศบาลตำบลออนใต้มีงบประมาณเหลือเพียงพอที่จะไปพัฒนาด้านอื่นๆของชุมชน โดยขณะนี้ทางเทศบาลได้สนับสนุนและพัฒนา “น้ำบ่อยา”  จุดตาน้ำของชุมชนที่มีความเชื่อว่าเป็นตาน้ำศักดิ์สิทธ์ให้กลายเป็นแหล่งพักผ่อนท่องเที่ยวของชาวตำบลออนใต้และนักท่องเทียวต่อไป

“ออนใต้โมเดล”  3 ประสาน พลังความคิด เนรมิตชุมชนน่าอยู่

                  ทางด้านนายประเวศน์ โปธิตา นายกเทศมนตรีตำบลออนใต้ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นที่ สสส. มาสนับสนุนและส่งเสริม ทำให้ชุมชนมีแนวคิดและความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งในฐานะผู้บริหารท้องถิ่น มีหน้าที่สนับสนุนปัจจัยอื่นๆที่ชุมชนร้องขอต้องการ โดยมุ่งหมายให้ชาวชุมชนออนใต้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งหลังจากที่ชาวบ้านปลูกผักได้มากขึ้น และมีเพียงพอที่จะจำหน่ายได้ เบื้องต้นขณะนี้กำลังมองหาพื้นที่เพื่อจัดทำเป็นตลาดสีเขียวให้กับชุมชนได้มีพื้นที่นำพืชผักปลอดสารพิษมาแลกเปลี่ยน จำหน่ายกัน โดยจะทำเป็นตลาดสีเขียวตำบลออนใต้

                  จากการดำเนินงานในช่วงระยะเวลา 6-7 เดือน พบว่า ชาวบ้านทั้ง 7 หมู่บ้าน ที่เข้าร่วมโครงการ ให้ความสำคัญและสนใจมาก ให้ความร่วมมือ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ โดยความสำเร็จที่เห็นแล้วคือ เกิดการจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพหมู่บ้านและตำบลโดยชุมชนเอง โดยเป้าหมายใหญ่ของ “ออนใต้โมเดล”คือ ต้องเกิดเป็นศูนย์เรียนรู้ 4 มิติ ได้แก่ ผัก น้ำ ป่า และขยะ   และจะต้องมีครัวเรือนต้นแบบเพื่อให้เกิดการขยายองค์ความรู้ในแต่ละมิติแต่ละหมู่บ้านได้ด้วย ซึ่งจะกลายเป็นความยั่งยืนของชุมชนต่อไป
 
สสส.
แบ่งปันใน facebook